2006/Sep/07

111

หวัดดีค่า....นักอ่านที่น่ารักทุกท่าน

ทั้งท่านนักอ่านที่แวะมาเยี่ยมเยียนบ่อยๆ และที่หลบกายาซ่อนตัวนะคะ

วันนี้หมามุ่ยมีข่าวดีจะมาบอกจ้า

.....คือแบบว่า ...นิยายเรื่อง...

"รั ก ซ่ อ น ใ จ ข อ ง ส า ว ห น้ า ใ ส กั บ น า ย จ อ ม โ ห ด"

ปล....ว่างๆ แวะไปที่พำนักกายาที่ 2 ของมุ่ย

และเพื่อนๆ นักเขียนที่น่ารักแสน ยียวนกวนอารมณ์ได้ที่นี่นะคะ >>>

((...ขอแอบกระซิบนิดหนึ่งว่า...))

((พี่เวียงแก้ว พี่อัญชา พี่อชิค พี่ม้าใต้ พี่วิรตีหนูปลากัด

และกองทัพนักเขียนอีกมากมายหลายท่าน))

((ก็แอบมาพักพิงกายาที่นี่เช่นกันค่ะ...แอบเอาความลับมาบอก อิอิ<- - กระซิบๆๆๆ))

..+..+..+..

..+..+..+..

..+..+..+..


edit @ 2006/09/07 13:41:32
edit @ 2006/09/07 13:42:37

2005/Dec/20

ต่อไปนี้คงได้พบเจอ

ต่อไปนี้เธอก็คงลืมฉัน

ต่อไปนี้คงไม่มีกันและกัน

โธ่..เทพบุตรของฉันต้องเกณฑ์ทหาร

ฮือ ๆ ๆ ๆ กระซิก ๆ ๆ ๆ อะฮั้นขออภัยที่อาจจะฟุ้งซ่านเกินไปหน่อย (ไม่มั้ง)

ก็แหม...อีก 2 ปีต่อจากนี้ ก็จะไม่ได้พบหน้าค่าตา พี่วอนบินสุดเลิฟเลยนี่นา

ต้องไปเป็น "ตะ-หาน" เข้ากรมกอง ไม่รู้จะโดนรังแกหรือเปล่า..อิฮึก ๆ ๆ ๆ

"คิดถึงจังเลย"

2005/Dec/20

ตอน : เหตุสยอง ณ ห้องสมุด

เรื่องนี้ที่จะเล่าให้ฟังมันมีอยู่ว่า....

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นานมาก นานจนเกือบจำไม่ได้ แต่ก็ยังจำได้เลยเอามาเล่า เอ๊ะ!!!ยังไง เอาเป็นว่าตั้งแต่เกิดก่อกวนพื้นโลกได้ 20กว่าปีมานี้ ไม่เคยมี ณ สถานที่ใดเลย ที่อะฮั้นไม่ได้ไปสร้างศัตรูไว้ ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ที่โรงเรียนอนุบาล ประถมและมัธยม มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า ตลอดจนสถานที่ราชการทุกแห่งที่ไปใช้บริการ

ทั้ง ๆ ที่ความจริงเป็นคนค่อนข้างเฉื่อยชาจนถึงเฉื่อยแฉะตามลักขณาคนเกิดเดือนธันวาหน้าหนาว วันจันทร์แถมยังเป็นตอนกลางคืนที่ควรจะใจดี ไม่น่ามีปัญหากับใครเขาได้ แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น แต่ที่เล่าให้ฟังไม่ใช่อยากจะแก้ไขนิสัยขี้วีนของตัวเองหรอกนะคะ ที่จริงแค่อยากจะเล่าให้เพื่อน ๆ ได้อ่าน เพื่อจะได้ให้เพื่อน ๆ หลายคนที่เป็นแบบประมาณว่า "ช่างมันเถอะ" ลุกขึ้นสู้ จะได้ไม่โดนเอาเปรียบรังแกจากบุคคลเหล่านั้น ได้แต่แอบไปเจ็บใจทีหลัง พวกนั้นก็นอนตีพุงสบายใจกันไปอะไรแบบนี้

แต่คิดว่าที่พูดว่ามีเรื่องกับเขาไปทั่วแบบนี้อาจจะไม่เชื่อกัน เอาเป็นว่าจะเล่าให้ฟังสักเหตุการณ์ที่พึ่งพ้นผ่านไปสด ๆ ร้อน เมื่อไม่กี่เดือนมาก่อนก็แล้วกันนะจ๊ะ

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ห้องสมุดคณะอะฮั้นเองฮ่ะ พอดีว่าวันนั้นต้องเข้าไปยืมหนังสือเล่มหนึ่งอย่างเร่งด่วน เพราะว่าหนังสือเล่มที่ว่านี้อะฮั้นลืมเอามาจากบ้าน จึงปรี่ไปที่ห้องสมุดคณะอย่างไม่สนใจสิ่งใด ๆ รอบกาย ด้วยว่าอีก 5 นาทีต้องเข้าเรียนวิชาที่ใช้หนังสือเล่มนี้แล้ว แต่ในขณะที่กำลัง search หาหนังสือทางอินเตอร์เนตที่ให้บริการนั้นเอง ก็มีเสียงผู้ชายพูดห้วน ๆ เหน่อ ๆ ดังขึ้นข้างหลัง

"น้อง...ห้องหมุดยังไม่เปิด ห้ามใช้คอมพ์" หันไปก็เจอชายร่างบึก ล่ำ ดำ หน้าอำมหิตนั่งดูทีวีที่ตั้งไว้บริการนิสิตที่อยู่ข้าง ๆ โต๊ะคอมพ์ค้นหนังสือ ขออนุญาตเรียกพี่บึ้กแล้วกันนะ

ไอ้เราก็ชะงักไปนิดหนึ่ง ลองดูที่นาฬิกาข้อมือก็พบว่ามันยังไม่ 8.30 น. ห้องสมุดยังไม่ให้บริการนี่หว่า เลยหันไปยิ้มให้แล้วขอโทษ

"ขอโทษค่ะ พอดีลืมดูนาฬิกา"

"ไม่เป็นไร ทีหลังก็ดูด้วยแล้วกัน" พี่บึ้กพูดห้วน ๆ ให้แล้วหันไปดูทีวีต่อ อะฮั้นก็เลยตัดสินใจไปเรียนหนังสือ เพราะเดี๋ยวสาย แต่ก็เผอิญฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เอ๊ะ..แล้วทำไมพี่บึ้กแกดูซีดีหนังอยู่ที่ทีวีบริการนิสิตได้วะ ถ้าห้องสมุดมันยังไม่ให้ใช้บริการ ด้วยความที่เป็นคนคิดอะไรก็พูดอย่างนั้น ไม่กลั่นกรอง ก็เลยพูดถามพี่แกออกไปทันที

"แล้วทำไมคุณถึงสามารถดูโทรทัศน์บริการนิสิตได้ล่ะคะ ในเมื่อห้องสมุดยังไม่เปิด"

ไอ้พี่บึ้กก็สวนทันทีว่า "ผมเจ้าหน้าที่ ต้องดูแลความเรียบร้อย"

เพียงเท่านี้ต่อมปากสุนัขก็แตก อะฮั้นก็เดินไปหาบรรณารักษ์ซึ่งตอนแรกแอบยืนยิ้มสะใจที่ไอ้พี่บึ้กมันด่าอะฮั้น ด้วยท่าทีมาดมั่น แล้วก็พูดด้วยเสียงอันชัดเจนและแน่วแน่กว่าเวลาออกไปพูดหน้าชั้นเสียอีกว่า

"ขออภัยนะคะคุณบรรณารักษ์ไม่ทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่แล้วมีอภิสิทธิ์มากกว่านิสิตนักศึกษาหรืออาจารย์ประจำภาคหรือคะ ถึงได้สามารถใช้บริการห้องสมุดได้ก่อน ไม่ทราบว่าท่านใดเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเจ้าหน้าที่ในห้องสมุดคะ แล้วสามารถร้องเรียนเรื่องนี้กับท่านได้เมื่อไหร่"

พอพูดจบเจ้าหน้าที่ในห้องสมุด ฯ ก็วงแตก ตอบคำถามไม่ได้ ไอ้พี่บึ้กก็ปิดซีดี แล้วเผ่นแนบไปในทันทีอ้างว่ามีธุระต้องไปจัดการให้คณะด่วน ส่วนบรรณารักษ์ผู้โชคร้ายที่แอบยืนยิ้มสะใจอะฮั้นนี้ก็ได้แต่มองตาปริบ ๆ แก้ตัวอะไรไม่ถูก แต่แล้วก็เหมือนสวรรค์จะสงสารคุณบรรณารักษ์ผู้รับกรรมแทนคนอื่นนี้ ทำให้เพื่อนอะฮั้นโทร.มาตามบอกอาจารย์เข้าห้องสอนแล้ว ดังนั้นอะฮั้นเลยบอกว่าไม่เป็นไร คราวหน้าอะฮั้นมาใหม่ แล้วจากไปพร้อมสายลมมมมมมมมม

แหม...ที่เล่าให้ฟังนี่ไม่ใช่อยากให้ร่วมกันสะใจเยาะเย้ยคนอื่น หรือต้องการทราบว่าใครคิดยังไงกับการกระทำของอะฮั้นนะฮะ เพราะเวลาทำอะไรไม่เคยขอความคิดเห็นใครสักทีว่าดีหรือเปล่า อยากทำก็ทำ แต่ที่มาบรรยายเป็นตัวหนังสือเสียยาวเหยียดนี้ ก็แค่อยากเล่าหนึ่งในประสบการณ์ให้เพื่อน ๆ ได้อ่านเท่านั้นเอง

เพราะคิดเสมอว่าพวกเรามักจะคิดว่าอย่าไปยุ่งเลย อย่าไปต่อความยาวสาวความยืดเลย ปล่อยให้มันด่าไปเหอะ เราไม่รับเสียอย่าง แต่พอคิดแบบนั้นแล้วสุดท้ายพวกเราก็จะต้องทนรับการบริการที่ห่วยแตก หรือการเอารัดเอาเปรียบจากรอบ ๆ ตัวเราไปตลอดนะคะ เพระมัวแต่คิดว่าไม่เป็นไรน่าช่างมันเถอะ เดี๋ยวเอามาบ่นให้คนรอบ ๆ ข้างฟังทีหลัง มาเจ็บใจเอาทีหลังก็ได้วะ ส่วนคนพวกนั้นก็สบายใจได้ด่าคนฟรี ได้เอาเปรียบคนฟรีไปอะไรแบบนี้...เฮ้อ ไม่จบไม่สิ้น

........
........


เอาเป็นว่า...วีนนิดวีนหน่อย เพื่อประโยชน์สุขของเราแล้วกันนะคะ